Monday, March 16, 2015

ความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง ของเผด็จการทหารและราชาธิปไตยไทย

เมื่อเผด็จการศักดินาราชาธิปไตยได้แพ้คู่แข่งทางการเมือง ที่สร้างนโยบาย ภาพลักษณ์ และผลงานได้ดีกว่าบนเวทีประชาธิปไตย คือผ่านการเลือกตั้ง  ที่อำนาจในการตัดสินใจเป็นของประชาชน พวกเขาจึงต้องทำลายกลไกและหลักการประชาธิปไตย ไปทีละนิด ๆ แต่เมื่อจัดการกับคู่แข่งตัวสำคัญนี้ไม่ได้สักที พวกเขาก็เล่นยาหนัก ไม้หนัก จนถึงกับใช้มาตรการที่แรงสุด ๆ อีกครั้ง นั่นคือการทำรัฐประหาร เพื่อกระชับกลไกอำนาจ  และเมื่อพวกเขาทำในเวลาที่คนไทยตาสว่างมากเกินไป มาตรการของพวกเขาจึงขัดกับหลักประชาธิปไตย ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และขัดธรรมชาติของคนไทยและสภาวะแวดล้อมแห่งโลกปัจจุบันอย่างร้ายแรง





การรัฐประหารเมื่อปี  2549 นั้น เริ่มบนฐานความคิดที่ผิด ๆ ว่า การกำจัดนักการเมืองที่กุมเสียงประชาชนได้เสียคนหนึ่ง ยึดอำนาจ แล้วเขียนกฎหมายให้นักการเมืองอ่อนแอ ทำผลงานอย่างเดิมไม่ได้อีก คือเขียนรัฐธรรมนูญ  2550 ป้องกันไว้อย่างรอบคอบ จะทำให้พวกเขาได้ดั่งใจ คือ ไม่ให้ประชาชนสามารถกำหนดตัวผู้นำเก่ง ๆ ได้ง่ายอีก หากนักการเมืองหน้าไหนบังอาจขัดใจเครือข่ายพวกเขา เขาก็ใช้เครือข่าย ซึ่งวันนี้เราก็รู้แล้วว่ามีใครบ้าง ในระดับต่าง ๆ เขาก็มีกลไกทั้งในสภา ในศาล (ศาลปกติ ศาลอิสระจากการคานอำนาจใด ๆ และศาลทหาร) และนอกสภานั้น ออกมาจัดการได้ดั่งใจนึก  โดยบันไดสี่ขั้นของพวกเขานั้น เน้นที่ทำลายทักษิณ ให้คนลืมทักษิณ เอาชนะเลือกตั้ง แล้วกำจัดอิทธิพลทักษิณและตระกูลชินวัตรเสียให้สิ้น แล้วต่อไป ประชาชนก็จะไม่มีพลังในการกำหนดตัวแทนในรัฐบาลอีก พวกเผด็จการเครือข่ายพระราชา ก็จะครอบงำประเทศได้อย่างสะดวกงานและหวานคอแร้งตลอดไป


การลอบสังหารทักษิณถึงเจ็ดครั้ง แสดงให้เห็นถึงเจตน์จำนงค์อันแน่วแน่ที่จะทำให้เป้าหมายของพวกเขาสำเร็จให้จงได้  เมื่อไม่สำเร็จ แผนแตก แมวตื่น และหนีกระเจิงไปหลบภัย พวกเขาก็ใช้การยัดคดีความ ซึ่งก็ทำได้ง่าย เพราะการหาหลักฐาน สร้างหลักฐาน คนชงคดี และคนตัดสินคดี อยู่ในการบงการของพวกเขาหมด  และพวกเขาก็ได้ทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ แถมหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นการประจานเครือข่ายพวกเขาเอง   เพราะการแสดงละครบนเวทีใหญ่ที่คนมองออกยากนั้น มันเริ่มสว่างจ้าคาตาคนไทยทั้งปวง  จนวลี "ตาสว่าง"  คือวลีแห่งยุคเลยก็ว่าได้

เผด็จการเมืองไทย เคยฉลาดล้ำลึก แต่เขาแพ้การเลือกตั้งมาตลอด ยิ่งกำจัดคู่ต่อสู้ทางการเมืองด้วยกลไกที่พวกเขามีล้นมือ ก็ยิ่งแพ้....การทำลายในสภา ตัวแทนพวกเขา คือ ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ก็แทบป่นปี้  การทำลายนอกสภา ก็เจอฤทธิ์กฎหมายซึ่งไม่ได้เขียนให้เว้นใครนั้นตามจองเวร ต่อให้ปลดแบบใช้สองมาตรฐานก็จะมีแต่เสียหายใหญ่หลวงในที่สุด เข็นเอาเครือข่ายองค์มนตรีและผู้ดีจอมปลอมทั้งหลายออกมากล่อมและชี้นำสังคม ก็ทำให้คนพวกนี้เสียสุนัข เสื่อมราคากันทั่วหน้า เนติบริกร กลายเป็นนิติฆาตกรทั่วหน้า


แล้วในที่สุดพวกเขาก็เป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือด ที่มีชนักติดหลังกันทั่วหน้า  การเข็นเอาทหารของพระราชาและคนดีของเครือข่ายเจ้าออกมากุมอำนาจโดยเบ็ดเสร็จเพื่อหวัง "ปฏิรวบ" ประเทศให้เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่เล่า ทัศนคติล้าหลัง สมองและองค์ความรู้ที่ด้อยในมิติที่อยู่นอกหลักสูตรทหาร กับพฤติกรรมที่ขวางโลก ทำร้ายหลักการสากล ละเมิดสนธิสัญญานานาชาติ และทำลายสิทธิมนุษยชน ก็กำลังทำให้ทหารไทยและเครือข่ายพระราชา ต้องตอบโจทย์ชาวโลกแบบเหนียม ๆ  แต่ก็ไม่วายที่จะจ้องหยิบชิ้นปลามันทุกชิ้นแบ่งกันแดกอย่างเมามัน

การยัดคดีความวันนี้ เราเห็นกันชัดว่า ต้องการจัดการกับคู่แข่งทางการเมือง  พวกเขาต้องการไปให้ถึงที่สุด จะต้องปิดประเทศ แช่แข็งประเทศ ก็ยอม  เพราะพวกเขายังไงก็มีกิน มีใช้ ไม่ยากจน แถมเครือข่ายพระราชาจะได้โอกาสรวบเอาทรัพย์สินของชาติมาเป็นฐานความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น เพราะอำนาจที่เบ็ดเสร็จและเพราะความอ่อนแอของคู่แข่งทางธุรกิจต่างๆ   ดังนั้น การดำเนินคดีฝั่งชินวัตรและภาคีฯ​ จึงมีออกมาอย่างคึกคัก และผลการตัดสินก็เป็นการย้ำสองมาตรฐานชัดเจน  ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว คนที่ควรโดนคดีและโดนหนักที่สุด ไม่ใช่พวกที่หลบหนีหรือพวกที่พวกเขาพยายามยัดเยียดคดีให้ แต่เป็นพวกเขาเอง ที่ก่อกบฏ และทำผิดกฎหมายสากลอย่างโจ๋งครึ่ม


สิ่งที่พวกนี้เข้าใจผิดอย่างร้ายแรง มีหลายเรื่อง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ
พวกเขาคิดว่า ศัตรูของพวกเขาคือทักษิณ และผู้มีอิทธิพลทางการเมืองฝั่งดร.ทักษิณ  แต่แท้จริงแล้วศัตรูของพวกเขา คือกิเลสที่ไม่ถูกควบคุม ความหลอกลวงในสันดานที่ไม่ยอมลด ความหลงผิดที่คิดว่าตนมีค่าความเป็นมนุษย์เหนือกว่าใคร วันนี้ พวกเขาจึงก้าวออกมาเกินความพอดี มายืนในที่แจ้งเป็นศัตรูต่อธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ที่หมุนไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์  เป็นศัตรูต่อหลักการประชาธิปไตย เป็นอริกับมาตรฐานอารยะของสากลโลก ในเรื่องการเคารพประชาชน การเคารพสิทธิมนุษยชน และการเคารพสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ได้ทำไว้กับชาวโลก

และวันนี้ ที่เข้าใจผิดและทำผิดที่สุดก็คือ พวกเขาคิดว่า การใช้อำนาจกดหัวประชาชน ไล่บี้ตัวหัว ๆ ให้หมดแล้ว พวกเขาจะชนะ      พวกเขาเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง  เพราะศัตรูของพวกเขาตัวจริง มันยิ่งใหญ่กว่าตัวบุคคลไม่กี่คนที่อยู่บนลิสต์ของทหาร!!! ส่องกระจกก็เห็น พิจดูสิ่งที่พวกเขาทำก็จะปรากฎศัตรูอยู่เต็มไปหมด และยังมีที่มองไม่เห็นอีกจำนวนมาก ล้วนเป็นศัตรูที่พวกเขาไม่มีทางเอาชนะได้เลย!!

Thailand needs radical changes! And the tyrants, unintentionally, are actually the agents of such changes.







No comments:

Post a Comment

นักเศรษฐศาสตร์ประเมิน หากมลพิษ กทม. ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน จะเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต หากสถานการณ์มลพิษทางอากาศยืดเยื้อเ...