Saturday, January 16, 2016

อย่าเพิ่งซื้อรถในปีนี่ เพราะ “Disruptive Technology”

อย่าเพิ่งซื้อรถในปีนี่

"Disruptive Technology"

       
       หนึ่ง บทสรุปในหนังสือของ Tony Seba
       
        เขาได้กล่าวถึงเทคโนโลยี 8-10 ชนิดที่เรียกว่าเป็น "Disruptive Technology" ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีที่พลิกโครงสร้างธุรกิจ อุตสาหกรรมและสังคมในเวลาอันรวดเร็ว เทคโนโลยีเก่าจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งผมขอใช้คำว่าเป็น "เทคโนโลยีที่พลิกโฉมโลก" เทคโนโลยีดังกล่าวได้แก่ โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนต เป็นต้น
       
        รถม้าได้ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ ฟิล์มถ่ายรูปโกดัก ได้ถูกแทนที่ด้วยกล้องดิจิตอล โทรศัพท์บ้านได้ถูกแทนที่ด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเราทั้งหลายต่างก็ทราบดีและยอมรับกันมาแล้ว แต่เมื่อมองไปข้างหน้า คุณ Tony Seba ได้สรุป ดังนี้
       
        1. รถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มเบียดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในปี 2017-2018
       
        2. ภายในปี 2030 รถยนต์ใหม่ทั้งหมดจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
       
        3. น้ำมันจะตกยุคภายในปี 2030
       
        4. ภายในปี 2030 ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์จะมีราคาที่เขาเรียกว่า "GOD Parity" (ราคาเทียบเท่ากับพระเจ้า) ซึ่งหมายถึง ต่อให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ มีค่าเท่ากับศูนย์ ก็ยังแพงกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพราะว่าต้นที่เกิดจากสายส่งและการบริการ (Transmission and Distribution)แพงกว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้บนหลังคา
       
        จากการค้นคว้าของผมเองและเคยเขียนไปแล้วว่า ในปี 2015 ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาใน 46 เมืองใหญ่ จาก 50 เมืองใหญ่ ผลตอบแทนจากการติดโซลาร์เซลล์สูงกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นี่แค่ปี 2015 เท่านั้นนะ แล้วในปี 2030 จะเกิดอะไรขึ้นในเมื่อต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงประมาณ 10% ต่อปี
       
        ในไทยเราเอง ราคาไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาจะถูกกว่าไฟฟ้าจากสายส่ง การลงทุนติดโซลาร์เซลล์จะคุ้มทุนภายใน 7-8 ปี โดยไม่ต้องการช่วยเหลือจากรัฐ ขอเพียงอย่ากีดกันเท่านั้นเป็นพอ
       
        สอง ด้านประสิทธิภาพพลังงานของเทคโนโลยี
       
        เหตุผลสำคัญที่คุณ Seba ใช้ในการศึกษาก็คือประสิทธิภาพพลังงานในรถยนต์ที่เผาไหม้ภายใน พบว่าพลังงานประมาณ 80% ของพลังงานที่ใส่เข้าไปจะกลายไปเป็นความร้อนที่หม้อน้ำ (ซึ่งเราทราบกันดีแล้ว) ที่เหลืออีกประมาณ 20% เท่านั้นที่ทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้ แต่ในกรณีรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งใช้มอเตอร์มันจะสลับกันครับ 

"อีกไม่เกิน 15 ปีระบบผลิตไฟฟ้าและการขนส่งในปัจจุบันจะเจ๊ง" นักวิชาการ U. Stanford

        ในกรณีการผลิตไฟฟ้าก็เช่นเดียว เทคโนโลยีที่มนุษย์ใช้กันอยู่นั้นได้สูญเปล่าในทันทีถึง 62% ตั้งแต่ต้มน้ำแล้ว (ดูภาพประกอบ) ยังไม่คิดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ในขณะที่พืชใช้เทคโนโลยีสังเคราะห์แสงซึ่งเป็นแบบเดียวกับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มาตั้งนานแล้ว 
       
        มันช่างน่าหัวเราะเยอะเย้ยไหม กับมนุษย์ที่ชอบอ้างว่าตนฉลาดกว่าเผ่าพันธุ์อื่น?
       
       สาม Tony Seba พยากรณ์อย่างไร? 
       
        ในการ
คาดหมายอนาคต นักวิชาการจะใช้ข้อมูลในอดีต แล้วพยากรณ์ไปข้างหน้า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มีข้อมูลมากมายหลายแหล่ง แต่เพื่อให้กระชับผมขอยกข้อมูลจากกรมพลังงานของสหรัฐอเมริกามาอ้างแทน ดังสไลด์ข้างล่างซึ่งผมไม่ขอลงรายละเอียดให้ท่านที่ไม่ถนัดต้องปวดหัวเล่น 

"อีกไม่เกิน 15 ปีระบบผลิตไฟฟ้าและการขนส่งในปัจจุบันจะเจ๊ง" นักวิชาการ U. Stanford

        คุณ Seba ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของราคารถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นค่าแบตเตอร์รี่ ดังนั้น เมื่อราคาแบตเตอร์รี่ลดลงในอัตราขนาดนี้ ลองคิดดูว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าจะลดลงขนาดไหน ที่เห็นในกราฟราคาแบตเตอร์รี่ในปี 2014 เท่ากับ $300 ต่อกิโลวัตต์ (รถ 1 คันใช้ประมาณ 40-50 กิโลวัตต์) ในปี 2024 จะเหลือเพียง $100 ต่อกิโลวัตต์เท่านั้น
       
        นอกจากนี้คุณ Seba ยังให้ข้อมูลว่า ในขณะที่รถยนต์ธรรมดาที่ใช้น้ำมันจะมีชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ถึงประมาณ 2 พันชิ้น ซึ่งทำให้สึกหรอและต้องซ่อมบ่อย แต่รถยนต์ไฟฟ้ามีชิ้นส่วนดังกล่าวเพียง 18 ชิ้นเท่านั้น และในระยะทางที่เท่ากันราคาเชื้อเพลิงของรถยนต์ไฟฟ้าก็ถูกกว่าราคาน้ำมันหลายเท่าตัว
       
        ที่สำคัญกว่านั้น ไฟฟ้าที่ใช้ในชาร์จรถยนต์มาจากโซลาร์เซลล์ผลิตเองจากหลังคาบ้าน
       
        สี่ การคาดหมายของอดีตรัฐมนตรีน้ำมันของประเทศซาอุดีอาระเบีย
       
        นอกจากเหตุผลของคุณ Seba แล้ว ยังมีบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งได้เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อปี 2000 หรือเมื่อ 15 ปีมาแล้ว เขาผู้นั้นคือ Ahmed Zaki Yamani ซึ่งเขาอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ถึง 1986
       
        ในช่วงกลุ่มประเทศโอเปกขึ้นราคาน้ำมันในปีเดียวถึง 4 เท่าในปี 2516 เขาก็อยู่ในอำนาจและกล่าวกันว่า เขาคือผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกในขณะนั้น เขากล่าวว่าอย่างนี้ครับ
       
        "สามสิบปีจากนี้ไปจะมีน้ำมันเหลือเฟือแต่ไม่มีคนซื้อ 30 ปีจากนี้จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำมัน น้ำมันจะถูกเก็บเอาไว้ใต้ดิน ยุคหินสิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะเราขาดแคลนหิน และยุคน้ำมันจะสิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะเราขาดแคลนน้ำมัน (เขาหยุดพูดชั่วขณะพร้อมกับสั่นหัวแล้วพูดต่อไปว่า) ผมเป็นชาวซาอุฯ ผมรู้ว่าเราจะพบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในอนาคต" 
       
        ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงจาก $140 ลงมาเหลือ $40 เหรียญในปัจจุบัน มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความล้าสมัย ตกยุคของน้ำมันแล้วก็เป็นไปได้
       
        งานเขียนของคุณ Tony Seba ยังมีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายอีกเยอะครับ

      เชื่อว่าจริงครับ ราคามือถือครั้งแรกราคาเครื่องละ 300,000
บาท มีแต่คนรวยเท่านั้นมีสิทธิ์ครอบครอง แล้วเดี๊ยวนี้เป็นไง
รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตก็เช่นกัน

เครดิต ส่งมาทางไลน์

No comments:

Post a Comment

นักเศรษฐศาสตร์ประเมิน หากมลพิษ กทม. ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน จะเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต หากสถานการณ์มลพิษทางอากาศยืดเยื้อเ...