Saturday, May 21, 2016

2 ปี รัฐประหาร 2557: จดหมายเปิดผนึกจากเครือข่ายราษฎรเสรีไทยเพื่อประชาธิปไตย ถึง คสช.​ และเครือข่ายเผด็จการ

จดหมายเปิดผนึกจากเครือข่ายราษฎรเสรีไทยเพื่อประชาธิปไตย


วันที่ ๑๙ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙


ถึง นายประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ผู้ร่วมก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (Crimes against Humanity) ณ​ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร


พวกเรา ที่ได้ลงนามต่อท้ายจดหมายฉบับนี้ คือพลเมืองไทยจากทั่วโลก ผู้มีหุ้นส่วนของการเป็นเจ้าของประเทศไทยและเป็นเจ้าของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ที่ คสช.และพรรคพวกได้ร่วมกันปล้นไป แล้วใช้อำนาจและเงินภาษีของของพวกเราอย่างผิดกฎหมาย ผิดหลักการประชาธิปไตย ผิดหลักศีลธรรม และละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง


เราไม่ได้เขียนมาเพื่อร้องขอใด ด้วย คสช.และเครือข่ายเผด็จการ ไม่มีความชอบธรรมและไม่มีคุณค่าพอที่เราจะสัมพันธ์ด้วยเยี่ยงนั้น ความบ้าอำนาจอย่างมืดบอดของเผด็จการ คสช.และคณะ ได้สำแดงผลเสมือนพฤติกรรมของกาที่อ้างว่ามีสีขาว โจรที่พูดภาษาพระแต่กักขฬะเหมือนนักเลงข้างถนน หรือปีศาจที่คาบคัมภีร์ 


ดังนั้น เราจึงเขียนมาเพื่อเตือนสติคสช.และผู้ร่วมขบวนทั้งหมด ให้เลิกหน้ามืดตามัว แล้วยอมรับความจริง เพื่อจะได้ลดกรรมชั่วและผิดบาปลง แล้วกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ดังนี้


หนึ่ง คสช. ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมปล้นอำนาจประชาชนอย่างบังอาจ ซึ่งผิดมาตรา ๑๑๓ ในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต แต่ก็ได้มีการสั่งให้อภัยโทษอย่างไร้เหตุผล แล้วกลับขอให้ราษฎรที่จ่ายเงินภาษีอากรและเจ้าของประเทศเคารพกฎหมายโจร ที่พรรคพวกตัวเองเขียนขึ้นแล้วบังคับใช้อย่างไร้หลักเกณฑ์ เพื่อให้คนไทยตกเป็นทาสของตนตลอดไป จงจำไว้ว่า ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นจะมีการลุกขึ้นสู้เสมอ อำนาจอธรรมที่ถูกใช้เพื่อสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวนั้น นอกจากจะไม่สามารถทำให้ประชาชนหัวหดได้ตลอดไปแล้ว ความกลัวจะพัฒนาเป็นความเกลียด และความเกลียดนั้นจะถูกกลั่นเป็นความกล้าที่จะลุกขึ้นสุ้ในที่สุด

 

สอง ฐานะและอำนาจของคสช.และเครือข่าย เป็นฐานะเถื่อน และอำนาจที่คุณอุปโลกกันเองนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เรา เจ้าของอำนาจตัวจริงยอมรับ คสช. จะอ้างและใช้อำนาจใดก็แล้วแต่ แต่จงจำไว้ว่า หมดอำนาจวันใด กรรมจะตามสนองอย่างสาสมตามกฎเกณฑ์ของศาลสถิตยุติธรรมสากล

 

สาม การสร้างประชาธิปไตยไม่สามารถทำได้ด้วยวิถีของเผด็จการ โดยตัดการมีส่วนร่วมของปวงชนชาวไทยอย่างที่เผด็จการคสช.และเครือข่ายกำลังทำกันอยู่ การวางนโยบายปฏิรูปกันเอง ร่างรัฐธรรมนูญกันเอง เขียนกฎหมายว่าด้วยการลงประชามติที่ปิดกั้นการแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งกำหนดโทษไว้อย่างรุนแรงถึงจำคุกนับสิบปี ตั้งคนของตัวเองไปบังคับใช้ แล้วอ้างว่าจะทำเพื่อประชาชนและสร้างประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน ได้ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักการประชาธิปไตยแทบทุกทาง จับกุมคุมขังผู้เห็นต่างอย่างลุแก่อำนาจ ข่มขู่ ทารุณ ข่มเหง บีบคั้น และแม้แต่สังหารปวงชนเจ้าของประเทศที่มือเปล่า เพื่อจะได้ยัดเยียดการเป็นผู้ถืออำนาจรัฐ โดยรวบอำนาจและถือโอกาสปล้นภาษีอากรและทรัพยากรของปวงชต่อไปอีกนับสิบ ๆ ปี โดยทุกอย่างได้รวบยอดอำนาจและผูกปมบังคับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญโจร ที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมคิดคิด ร่วมร่าง และร่วมวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสรีเลยนั้น นอกจากพวกเราจะไม่ยอมรับมันแล้ว พวกเราไม่เคยยอมรับฐานะใด ๆ ก็ตามของ คสช. และพรรคพวก ที่ได้แต่งตั้งกันเอง แล้วบังอาจใช้อำนาจอธิปไตยของคนไทยทุกคน โดยไม่ผ่านฉันทามติของพวกเรา ดังนั้น จงนับเวลาถอยหลัง และรอรับโทษทัณฑ์ ตามหลักกฎหมายที่ชอบอ้างกันตลอดเวลานั่นเสีย เพราะการอภัยโทษตัวเองนั้น ไม่สามารถทำให้ใครพ้นโทษทัณฑ์จากการเป็นกบฏ ล้มล้างอำนาจการปกครองของประชาชน ละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำผิดหลักกฎหมายสากลได้

 

สี่ คสช.และเครือข่ายโจรกบฏ ได้กล่าวร้ายและยกความผิดให้ผู้อื่นเป็นรายวัน แต่หากได้ส่องกระจกอย่างคนตาปกติและใจปกติ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่กล่าวร้ายต่อผู้อื่นนั้น ตนกลับเลวร้ายยิ่งกว่าเขาในทุกกรณี คสช.​บอกนักการเมืองทิ้งปัญหาต่าง ๆ ไว้ให้ตนแก้ แต่แท้ที่จริง คสช.​และผู้ร่วมสมคบคิด คือผู้สร้างปัญหาและทำปัญหาให้เลวร้ายยิ่งขึ้น เครือข่ายโจร คสช. บอกจะมาปราบโกง แต่ในยุคเผด็จการครองเมืองของคสช.​วันนี้ การโกงและคอรัปชั่นกำลังเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า แถมใครตรวจสอบไม่ได้เลย และที่บอกว่าที่ผ่านมานักการเมืองไม่ยอมพัฒนาบ้านเมืองจริงจังนั้น คสช.​กลับนำประเทศถอยหลัง จนไม่มีใครคบค้าด้วยจนเศรษฐกิจฝืดเคือง สร้างความเดือดร้อนแก่คนไทยทุกหมู่เหล่า จนไม่ว่าจะใช้เล่ห์ทำตัวเลขอย่างไร ก็หนีความจริงไม่พ้น

 

ห้า สิ่งที่เป็นผลจากการทำผิดข้างต้นอย่างโจ่งแจ้งและต่อเนื่อง คือการที่นานาชาติ อันมีตัวแทนอารยประเทศถึง ๑๔ ประเทศ เวทีสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ศกนี้ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้แสดงความห่วงใยอย่างสูงสุดต่อพฤติกรรมของคสช.และเครือข่าย ที่มีความเป็นเผด็จการและละเมิดหลักข้อตกลงสากลที่ไทยได้ลงนามรับพันธกรณีต่าง ไว้ แต่แทนที่คสช. และผู้ร่วมขบวนการเผด็จการจะสำนึก แล้วปรับปรุงพฤติกรรมตัวเอง กลับยิ่งทำผิดยิ่งขึ้น จ้องแต่จะปรับทัศนคติประชาชน แต่ตนเองกลับหลงผิด คิดชั่ว และทำเลวอย่างไม่เลิกรา แล้วหวังจะแก้ตัวแบบน้ำขุ่น ๆ แล้วก็วกไปอ้างความเป็นไทย ความมั่นคงของสถาบันชาติ และความเป็นเอกราชแบบไทย ๆ แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือการชักศึกเข้าบ้าน ด้วยการเลือกไปยืนข้างประเทศที่เป็นเผด็จการที่ชาวโลกตั้งข้อสงสัยมาตลอดในเรื่องประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเป็นรัฐเผด็จการ แล้วส่งตัวแทนในเครือข่าย คสช. ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองเป็นปฏิปักษ์ต่อมวลมิตรประเทศที่ห่วงใยตามกรอบข้อตกลงสากลที่ไทยทำไว้ สร้างความเป็นชาตินิยมแบบผิด ๆ และกร่างเกินตัว จนอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ ที่อาจจะลงเอยด้วยการใช้ประเทศไทยเป็นสนามรบ นี่เป็นความผิดพลาดและสิ่งที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง

 

คสช. และเครือข่ายเผด็จการทั้งหลาย จงจำไว้ว่า เงินภาษีอากรของประชาชนเป็นสมบัติส่วนรวมของคนทั้งชาติ วันนี้ บรรดาผู้นำ คสช.​คือนายทหารแก่ที่เกษียรแล้ว แต่กลับหลงอำนาจและใช้เงินภาษีอากรของประชาชนเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง อำนาจที่ถืออยู่นั้น คือของปลอม และจะยื้อมันไว้ไม่ได้ตลอดไป และเครือข่ายที่ คสช. รับใช้อยู่นั้น เขายิ่งใหญ่ ล้ำลึก และโหดร้ายนัก และพวกเขาได้กำจัดหรือทำลายนายพลที่เขาชูขึ้นมากำราบประชาชนมาหลายยุคสมัยอย่างง่ายดายเสมอ ลองมองรอบตัวแล้วคิดให้ดีว่ามีคนจริงใจ ยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณจริง ๆ ตลอดไป อยู่สักกี่คน การกระทำที่ละเมิดอำนาจอธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของปวงชน จนทำให้นานาอารยประเทศรุมตั้งคำถามและประนามบนเวทีสหประชาชาตินั้น แสดงให้เห็นถึงความเหม็น เน่า และฉาวโฉ่ของสถาบันเผด็จการของประเทศไทยอย่างถึงที่สุดแล้ว

 

และจงจำไว้ว่า ไม่มีภูมิคุ้มกันสำหรับโจรกบฏที่ปล้นและทำร้ายประชาชนได้ตลอดไป คนไทยทุกคนต่างมีฐานะพลเมืองเจ้าของประเทศโดยเท่าเทียมกัน ไม่มีใครมีอำนาจและบารมีจริง ๆ ที่จะขู่บังคับแล้วให้พวกเรายอมรับอยู่ใต้อำนาจอธรรมของ คสช. และคนที่บงการหรือร่วมมือกันเป็นเครือข่ายเผด็จการตลอดไป กรรมของคสช. และเครือข่ายต่อจากนี้เท่านั้น จะต้องได้รับผลกรรมตอบแทนตามกฎแห่งกรรมและหลักกฎหมายทั้งในประเทศและระดับสากลอย่างสาสมในที่สุด

 

ด้วยสำนึกของเจ้าของประเทศผู้รักในเสรีภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

(ผู้ลงนามต่อท้าย)

 

จารุพงศ์​ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย


ดร. เพียงดิน รักไทย อธิการบดีมหาวิทยาลัยประชาชน


อเนก ซานฟราน ประธานบอร์ดอำนวยการภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน


และผู้ลงนามต่อท้ายอื่น ๆ ดังนี้

 

J. Nilkhamhang.

Bankok

 

 

Thailand

sandy lin

Bangkok

 

 

Thailand

vichai Ratanakomonwat

chonbury

 

 

Thailand

Deww Hussain

Bangkok

 

 

Thailand

Juntra Prasertsud

Thailand

 

 

Thailand

คนเดินดิน รักกันนะ

ไทย

 

 

Thailand

มดแดง เพื่อประชาชน

กรุงเทพ

 

 

Thailand

Somsri Takemoto

 

 

556-0011

Japan

กริสนี ทรัพย์บุญรอด

ปทุมธานี

 

12160

Thailand

chai eng

Monterey Park

California

91754

United States

นพไกร ใจดี

กรุงเทพฯ

 

 

Thailand

Udomsak Maneerat

Mission

Kansas

66202

United States

อมร เฉยภิรมย์

กทม.

 

 

Thailand

Anongratana. Reuben

Laval QC.

 

H 7P 5 N3

Canada

หลวงภูเบศ มหาประชาราษฎร์

Bangkok

 

 

Thailand

นิดหน่อย ปาป๊า รักกันดี

ปทุมธานี

 

 

Thailand

แดง สกล

สกลนคร

 

 

Thailand

จิดาภา รุจิรัฐกรณ์

กทม

 

 

Thailand

อ๋อง ใจงาม

เมืองดอกคูณ/ดอกบัว

 

 

Thailand

นายสยาม ไทยสมัย

กรุงเทพ

 

 

Thailand

นายภรัญยู ผลขวัญ

อุดรธานี

 

 

Thailand

Vilaypho Vong

Carthage

North Carolina

28374

United States

ศศิประภา ดาวฉายแสง

Toronto

 

 

Thailand

No comments:

Post a Comment

นักเศรษฐศาสตร์ประเมิน หากมลพิษ กทม. ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน จะเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต หากสถานการณ์มลพิษทางอากาศยืดเยื้อเ...