Saturday, June 18, 2016

บนทางแยกประวัติศาสตร์ของฝ่ายจารีต-ขวาไทย : ทักษิณอาจไม่ใช่ศัตรูหลักอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

บนทางแยกประวัติศาสตร์ของฝ่ายจารีต-ขวาไทย : ทักษิณอาจไม่ใช่ศัตรูหลักอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

——————



ทำไมทักษิณจึงยังมีอำนาจทางการเมืองยืนยาวมาได้อย่างยาวนานขนาดนี้ เรื่องนี้ผมได้เขียนไปมากแล้วแต่มีเรื่องหนึ่งที่เราต้องไปทำความเข้าใจเพิ่มอีก 

เป็นเรื่องเกี่ยวกับฝ่ายจารีต-ขวาไทย ที่กำลังเป็นปัญหาและเป็นตัวอันตรายต่อประเทศไทยในขณะนี้
------

หลังจากขึ้นครองอำนาจทางการเมืองของตัวทักษิณชินวัตร เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายมหาศาล ในความเปลี่ยนแปลงนั้นไปสะเทือนโครงสร้างเก่าที่กลุ่มเครือข่ายกลุ่มหนึ่งเคยได้เปรียบมานาน (เรื่องนี้มีคนเขียนเอาไว้เยอะแล้ว ผมขอข้ามไปละกัน)

เกษียร เตชะพีระ เคยให้ความเห็นมาประเด็นหนึ่งว่าอันที่จริงแล้วประเทศไทยอาจไม่ได้ประสบปัญหาสร้างประชาธิปไตยก็ได้ (democratization) โดยกลับกัน ตอนนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการย้อนกลับไปสู่ระบอบเก่าก่อนทักษิณมาต่างหาก

พูดง่ายๆ ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามทำให้ประเทศไทยกลับไปเป็นระบอบเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง (authoritarization) แต่ยังไม่สำเร็จเสียที ทำมาต่อเนื่องเป็นสิบปีแล้วก็ยังไม่สำเร็จ มันยังค้างๆคาๆอยู่

ผมเห็นด้วยกับการมองมุมกลับแบบนี้ เพราะเป็นการมองจากมุมของกลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ มองว่าประชาธิปไตยคือภัยคุกคามพวกเขา 

เมื่อย้อนประเทศไทยกลับไปเป็นเผด็จการไม่สำเร็จทั้งๆที่ลงมือทำไปแล้ว จึงเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติเป็นอันมาก

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง เราก็เห็นด้วยตาของตัวเองใช่มั้ยครับ ?
------

การทำความเข้าใจฝ่ายจารีต-ขวาไทยในการเมืองไทยสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระบวนการประชาธิปไตยเดินมาสู่คุณภาพหนึ่งเมื่อยุคไทยรักไทยเรืองอำนาจ ทำให้โครงสร้างเก่าๆที่เคยรู้จักมีความเปลี่ยนแปลงไป

ภายใต้โครงสร้างเก่า นักการเมืองและพรรคการเมืองไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ทางชนชั้นมากเท่าตัวทักษิณและพรรคไทยรักไทย 

โดยกลับกัน พรรคการเมืองและนักการเมืองก่อนปี 2544 มีลักษณะที่สามารถถูกควบคุมโดยโครงสร้างและกลไกบางอย่างได้ (เช่น ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นต้น) นักการเมืองจำเป็นต้องอยู่ใต้โครงสร้างอำนาจชนิดนั้นมานาน แม้ว่า 14 ตุลาฯ จะพังทลายอำนาจของข้าราชการประจำไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม  

ฝ่ายจารีต-ขวาไทย รู้สึก "ปลอดภัย" ภายใต้โครงสร้างชนิดนั้นเนื่องจากฝ่ายตนเองออกแบบมานาน สะสมมานานจนสามารถเปลี่ยนความคิดของคนในสังคมให้เห็นดีงามไปด้วยได้ 

นักการเมืองและพรรคการเมืองจึงไม่น่ากลัว ตราบใดที่พวกเขายังไม่เข้ามาทำลายโครงสร้างเดิมที่เคยเป็นมา ตราบนั้นนักการเมืองก็จะ "ได้รับอนุญาต" โลดแล่นบนเส้นทางอำนาจและผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
--------

การมาของทักษิณและพรรคไทยรักไทยได้ทำลายกำแพงเหล่านั้นลงไปหลายต่อหลายจุด 

แน่นอนว่าตัวทักษิณเองเติบโตมาจากระบบโครงสร้างแบบเก่า เป็นนักการเมืองที่ไม่ต่างอะไรจากนักการเมืองคนอื่นๆที่ต้องการเข้ามาแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง อำนาจและผลประโยชน์ เป็น cliche เรื่องเดิมๆที่รับรู้กันมาดีอยู่แล้ว

เพียงแต่วิธีคิดบางอย่างของทักษิณทำให้กำแพงเหล่านั้นพังลงอย่างไม่ตั้งใจ (ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจทำให้กระทบต่อโครงสร้างเก่าขนาดนั้นแต่แรกแล้ว แต่อาจยกเรื่องเศรษฐกิจเอาไว้เรื่องหนึ่งเพราะเป็นงานถนัดของเขา) 

การที่ทักษิณใช้แนวนโยบายประชานิยม เพียงเพราะทักษิณอยากได้ฐานคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งวาระต่อวาระเท่านั้นเอง มันง่าย เร็ว ลงทุนไม่มาก ลูกค้าชอบ ตอบโจทย์ได้ ทำไมจะไม่ทำล่ะ ?

สิ่งนี้แหละคือจุดเปลี่ยนของเนื้อเรื่องทางการเมืองขนาดยาวของไทย เพราะสิ่งที่ทักษิณทำเพียงแค่หวังคะแนนเสียงเฉพาะหน้า มันกลับกลายเป็นว่าได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระดับฐานราก (radical) หลายตัว
----------

จึงทำให้เกิดสิ่งสำคัญขึ้นมา...

1. ตัวทักษิณกลายเป็นนายทุนนักการเมือง "ฮีโร่ของชาวบ้าน" บารมีของทักษิณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว ทักษิณจึงกลายเป็นบุคคลที่ทรงพลังทางการเมืองสูงยิ่งแปรผันตามบารมีของตนเอง

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งมีบารมีสูงเทียบเท่าทักษิณมากก่อน และไม่ใช่แค่มีบารมีแค่ระยะแรกๆหลังเลือกตั้งเท่านั้น แต่หากได้รับเลือกตั้งถึงสองครั้งติดด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 19 ล้านเสียง และ 14 ล้านเสียงตามลำดับ

หาก "การเมืองแบบบารมี" มีความสำคัญต่อการเมืองไทย ทักษิณก็คือผู้มีบารมีระดับสูงในระดับประเทศ 

"การวัดบารมี" จึงเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เป็นแรงจูงใจสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทย และจูงใจมากพอที่จะต้องโค่นล้มทักษิณลงไปให้ได้

การเมืองแบบบารมี ถือว่าเป็นพื้นที่อำนาจสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทยนั่นเอง ทักษิณ "ก้าวล่วงพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์" นี้ไปเสียแล้ว...

2. แนวนโยบายของไทยรักไทย ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนโฉมไปมาก สิ่งต่างๆที่เคยเป็นมากลายเป็นอดีตให้จดจำ

เพราะสังคมกำลัง "ดื่มด่ำ" กับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่พัดพามาพร้อมๆกับสิ่งที่เรียกว่าประชานิยม

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ไม่นานนัก ขบวนการเสื้อแดงโผล่ขึ้นมาแทบจะในทันที

ถามว่าพวกเขามาจากไหน ? พวกเขาก็มาจากความเปลี่ยนแปลงนี้แทบทั้งสิ้น (ผมเขียนบทความพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้แล้วอย่างละเอียด ใน "คนเสื้อแดง "Agent of Change ?": บทสำรวจบางประการ") 

พลังทางการเมืองขนาดใหญ่โตที่ดูเหมือนว่า "ไร้ประสบการณ์ ถูกชักจูงโดยนักการเมือง โง่ จน เจ็บ" ไม่ใช่ของเก๊ในทางโครงสร้างอย่างแน่นอน

การตื่นขึ้นมาของประชาชนฝ่ายนี้ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ 

สาเหตุแรก แน่นอนว่าตัวทักษิณเป็นบุคคลสำคัญของฝ่ายเสื้อแดง เพราะเขาได้เชื่อมตัวเองเข้ากับมวลชนในวงกว้างมาแต่แรก ดังนั้น ตัวทักษิณจึงมีสองสถานะในเสื้อแดง

1. สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (ตลกร้ายก็คือทักษิณไม่ได้เป็นนักประชาธิปไตยอะไรขนาดนั้น) 

2. เป็นนักการเมืองที่มีนโยบายดีๆสำหรับประชาชนและทำได้จริงๆ แต่ถูกรังแก ต้องช่วยทักษิณ

ทักษิณจึงเป็นผู้ที่มีบารมีอย่างมากในหมู่เสื้อแดงและผู้สนับสนุนทักษิณ 

ทักษิณก็พร้อมที่จะสนับสนุนทรัพยากรต่างๆให้แก่มวลชน เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยใช้ปีกมวลชนของพรรค คือ นปช. นั่นเอง

สาเหตุที่สอง "สำนึกทางการเมือง" ของผู้สนับสนุนทักษิณได้ก่อตัวขึ้นมาพร้อมๆกับประสบการณ์จริงๆในสังคมที่พวกเขาเผชิญอยู่ทุกวัน 

คำว่า "ประชาธิปไตยกินได้" ไม่ใช่คำสวยหรูในตำราเพ้อฝันของนักวิชาการประชาธิปไตยโลกสวยอีกต่อไป หากแต่เป็นคำที่เกิดขึ้นจริงๆในชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้สนับสนุนทักษิณ

เมื่อประชาธิปไตยมันกินได้มันจึงเป็นประชาธิปไตยที่ดี 

"นักการเมืองจ่ายเงินซื้อเสียงบ้างก็ไม่เป็นไร คอรับชั่นบ้างก็รับได้ แต่เวลาฉันป่วยฉันก็เข้าโรงบาลได้เลย เวลาฉันไม่มีเงินก็มีโครงการดีๆมาให้ฉัน เมื่อยามฉันทำงานเหนื่อยแทบตาย ก็มีคนที่ชื่อทักษิณมาบอกว่าเอาค่าแรงที่ยุติธรรมไป เมื่อลูกหลานของฉันอยากเรียนหนังสือ ก็ได้เรียน เมื่อลูกหลานฉันเรียนจบ ก็ได้หมื่นห้า ฯลฯ

จู่ๆวันหนึ่งมีคนออกมาไล่นายกของฉัน สุดท้ายก็มีทหารเข้ามาพรากประชาธิปไตยไปจากฉัน ฉันจะยอมหรือ ?"

เรื่องเล่าเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องเล่าอันหนักหน่วงสำหรับฝ่ายจารีตต-ขวาจัดไทย 

เพราะเขาไม่ได้ต่อสู้กับตัวทักษิณเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว...

ศัตรูของฝ่ายจารีต-ขวาไทย จึงขยายวงกว้างไม่ได้จำกัดเพียงแค่ทักษิณและเครือข่ายทักษิณ

แต่พวกเขากำลังสู้กับจิตสำนึกที่เปลี่ยนไปแล้วของประชาชนต่างหาก

เมื่อจิตสำนึกของผู้คนเปลี่ยนแปลง การเอาปืนมายิงให้ตาย เอาทหารมาล้อมฆ่า ก็ทำได้เพียงแค่พรากชีวิตไปเท่านั้น

แต่กระสุนปืนยิงอุดมการณ์และจิตสำนึกทางการเมืองไม่ได้ มันเอาปืนฆ่าไม่ได้...
-------

วันเวลาผ่านไป หลังล้อมฆ่า 2553 ทำให้ฝ่ายถูกฆ่าเริ่มยกระดับจิตสำนึกตัวเองขึ้นมาใหม่

พวกเขารู้ว่ากำลังสู้กับอะไร การต่อสู้อาจจะไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทักษิณต่อไปอีกแล้วก็ได้

แน่นอนว่าจิตสำนึกที่ถูกยกระดับของมวลชนอาจจะไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นท์เท่ากันหมด มันย่อมต้องใช้เวลาสะสมทั้งความคิดและประสบการณ์ตามวันและเวลา

หลายครั้งเสื้อแดงเองก็หลับหูหลับตาเชียร์อย่างไม่สนใจปรากฎการณ์ใดๆ ราวกับว่าทักษิณและพรรคของทักษิณไม่เคยผิดพลาดเลย ไม่เคย "เหยียบหัวประชาชนเพื่อผลประโยชน์ตนเอง" เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เวลาและประสบการณ์ที่มากขึ้นเท่านั้นจะเป็นคำตอบ
---------

โดยกลับกัน ฝ่ายจารีต-ขวาไทย กลับพยายามรั้งอดีตเอาไว้กับตัวเอง ยังเชื่อมั่นในวิธีการเก่าๆที่จะรักษาระบอบโครงสร้างเดิมเอาไว้ให้ได้ 

ความผิดพลาดอย่างมหันต์ก็คือการไม่ยอมปรับตัวเองเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ยังยึดติดกับความเคยชินเดิมๆ ยังคงใช้วิธีคิดเดิมที่เคยได้ผล 

แน่นอนครับ การรัฐประหารคือ practical ทางการเมืองที่จับต้องได้และทำได้สำเร็จด้วย 

แต่ปัญหาคือ การรัฐประหาร การล้อมปราบ การกดขี่ การทำลายสิทธิเสรีภาพ ยิ่งทำให้สถานภาพทางการเมืองของพวกเขาแย่ลงในระยะยาว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมืองใดๆได้อีกด้วย

เขาโค่นล้มล้มทักษิณได้ใช่หรือไม่ ? ใช่, เขาสามารถกลับเข้าไปยึดอำนาจรัฐได้หรือไม่ ? ใช่

แต่ที่เขายังทำไม่ได้และจะไม่มีวันทำได้ คือ "การครองใจคนหมู่มาก"

ทักษิณมีอาวุธมหาประลัยในมือ คือ การครองใจคนหมู่มากเอาไว้ได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาได้ (แม้ว่าแดงหลายกลุ่มจะไม่ยอมรับตรงนี้ แต่เชื่อผมเถอะ ทักษิณขยับทำอะไร เขาก็ยังต้องตามทักษิณไปก่อนอยู่ดี)

หากการเมืองเป็นเรื่องของการครองใจคนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายจารีต-ขวาไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง....
------

ทางแยกสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทย มีเพียงไม่กี่ทางเท่านั้น

1. พร้อมปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างและสถานการณ์อำนาจแบบใหม่ เพื่อรักษา status quo ของตัวเองเอาไว้ให้ได้ ยินยอมที่จะประนีประนอมกับพลังทางการเมืองใหม่ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ

2. เลือกทางแตกหัก ยอมหักไม่ยอมงอ หากกูไม่ได้เป็นผู้กุมเกม ก็จงทำลายล้างกันไปให้สิ้นซาก

ทักษิณอาจเป็นตัวแปรสำคัญก็จริงแต่ทักษิณเองก็คุมไม่ได้ทั้งหมดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

"ซุบเปอร์ดีล" ไม่เคยจบลงอย่างสวยงามหากปราศจากประชาชนในนั้น...

เครดิต LINE Unknown

No comments:

Post a Comment

นักเศรษฐศาสตร์ประเมิน หากมลพิษ กทม. ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน จะเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต หากสถานการณ์มลพิษทางอากาศยืดเยื้อเ...