Wednesday, July 27, 2016

เรื่องความหายนะของคนไทย ตอน “พระเทพกษัตรี”

26 กรกฎาคม 2559
ถึงพี่น้องชาวไทยพุทธ – มุสลิมทุกคน
เรื่องความหายนะของคนไทย ตอน  “พระเทพกษัตรี”
ข้อมูลที่ผมจะเขียนรายงานต่อไปนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของพระพุทธศาสนา และจะทำให้ปัญหาความขัดแย้งภายในชาติมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนอาจนำไปสู่ความหายนะ ซึ่งมีผลกระทบต่อพี่น้องคนไทยและเพื่อนร่วมชาติทุกคน เหตุที่ผมเกริ่นนำเช่นนี้ เพราะผมต้องการให้พี่น้องทุกคนได้รู้เท่าทันกับสภาพความเป็นจริงของปัญหาความขัดแย้งในเวลานี้ หลายคนเริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปรกติที่เกิดขึ้น ขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกหงุดหงิดกับความขัดแย้งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาว่าเมื่อไหร่จะยุติเสียที ในขณะที่คนหลายวงการเริ่มเป็นห่วงว่าความขัดแย้งได้รุกรามแผ่ขยายเข้าสู่แวดวง ศาสนาทั้งพุทธและอิสลาม แต่สำหรับผมมีความเห็นว่าเป็นปัญหาหมักหมมที่สะสมต่อเนื่องมากว่าสองร้อยปีแล้ว เพียงแต่ถูกอำนาจและการจัดฉากสร้างภาพให้ดูดี กดทับไว้ตลอดมา
ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเวลานี้ล้วนมีที่มาจากผู้มีอำนาจและระบอบการปกครอง ประเทศใดก็ตามถ้าผู้มีอำนาจมีคุณธรรม, มีเมตตาต่อบริวารที่อยู่ภายใต้การปกครอง ประเทศนั้นก็จะมีความสุขสงบร่มเย็นน่าอยู่ ในทางตรงกันข้ามหากผู้มีอำนาจปราศจากคุณธรรม,มีความโหดเหี้ยมอำมหิต เอารัดเอาเปรียบประชาชน บ้านเมืองนั้นๆก็อย่าได้หวังว่าจะมีความสงบสุข สาเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจนสับสนวุ่นวายหาข้อยุติไม่ได้ในเวลานี้ ก็มีที่มาจากผู้มีอำนาจในแผ่นดิน  ที่มีคุณสมบัติประเภทหลังตามที่ผมได้กล่าวมา
ผู้มีอำนาจในประเทศไทยเวลานี้เป็นบคุคลที่ไม่มีศาสนา แต่เอาศาสนาพุทธมาบังหน้า, มาเป็นเครื่องมือในการปกครองและมอมเมาประชาชนให้เข้าใจหลักพระธรรมคำสอนที่ผิด เพี้ยน ก็ต้นราชสกุลแห่งราชวงค์จักรีที่มีพระนามว่า “พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” (ร1)ที่ขึ้นมาครองราชย์โดยการสังหารลูกเขยของตัวเองที่ชื่อว่า “พระตากสิน” (พระเจ้าตากสิน)  แบบล้างโครตตลอดจนญาติมิตรและไม่เว้นแม้พระพี่เลี้ยงที่ใกล้ชิด โหดเหี้ยมอำมหิตชนิดสัตว์นรกเรียกพ่อ แต่คนไทยก็ยังให้ความเคารพสักการะมาอย่างต่อเนื่องกว่าสองร้อยปี คนเยี่ยงนี้ผมไม่เชื่อครับว่าจะเป็นคนที่มีธรรมะ และรู้จักเกรงกลัวต่อบาป  และยิ่งมารู้พฤติกรรมทำลายศาสนาของหลานปู่ที่มีชื่อว่า “พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (ร4) ก่อนขึ้นครองราชย์ขณะที่ยังอยู่ในสมณเพศ ก็ได้แยกตัวออกมาตั้งนิกายใหม่ที่เรียกว่าธรรมยุติ เพื่อ ได้เป็นเบอร์หนึ่งในบวรพุทธศาสนา  อันเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นความชั่วร้ายของชนชั้นปกครองชัดเจนมากขึ้น 
ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า การได้ผู้นำที่โหดเหี้ยมอำมหิตไม่มีคุณธรรมมาปกครอง  ผู้คนในแผ่นดินจึงหาความสงบสุขไม่ได้ สงบสุขไม่ได้เพราะประชาชนได้ถูกแบ่งแยกแล้วปกครองมาโดยตลอด  การทำลายล้างคนดีก็มีตามมาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ในยุคสมัยกรุงธนบุรีพระเจ้าตากสินมหาราชทรงขยายราชอาณาจักรจากเหนือจรดใต้ เวลานั้นอิทธิพลของอาณาจักรสยามแผ่ไพศาล ประชาชนมีความสงบสุขร่มเย็นไม่ต้องตกเป็นทาสของต่างชาติ ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องเกรงภัยรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ต้นราชสกุลราชวงค์จักรี ก็ได้สังหารทำลายผู้กอบกู้ชาติบ้านเมือง เหมือนๆกับที่โหลนนามพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล (ร9) ที่โค่นล้มทำลายรัฐบาลคุณทักษิณโทษฐานที่เก่งเกินเพราะสามารถปลดเปลื้องหนี้ “ไอเอ็มเอฟ” และทำให้คนไทยมีรอยยิ้มได้ทั้งแผ่นดิน 
ราชวงค์จักรีจากอดีตสู่ปัจจุบัน มีแต่ทำลายพระพุทธศาสนา ตั้งตนอยู่เหนือองค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามาโดยตลอด องค์พระศาสดาของเราที่ศาสนิกชนทั่วไปกล่าวถึงคือ “พระพุทธเจ้า” แต่สำหรับราชวงค์จักรีแล้วทายาททุกพระองค์ต้องสูงส่งและยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น นั่นก็คือ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก, พระพุทธเลิศหล้านภาลัย,  และพระเจ้าอยู่หัวทั้งหลายทุกๆพระองค์ ก็ในเมื่อผู้มีอำนาจที่สืบทอดทางสายเลือดแบบผูกขาด ตั้งตนเองสูงส่งยกส้นตีนอยู่เหนือหัวคนไทยทั้งประเทศได้เช่นนี้ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ประชาชนจึงเป็นได้แค่ “ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน” (เป็นขี้ข้าพระเจ้าแผ่นดินและลูกๆพระยศชั้นเจ้าฟ้าทุกคน) ที่เป็นเพียงฝุ่นใต้ส้นตีนกษัตริย์ (ใต้ฝ่าละอองธุรีพระบาท)
ทันทีที่พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชย์ก็จัดระเบียบการปกครองเสียใหม่ รัฐต่างๆทางตอนใต้ของอาณาจักรสยามที่พระเจ้าตากสินไปยึดครองมาเมื่อครั้งขยายพระราชอาณาจักร มีรัฐปัตตานีมีอาณาเขตกว้างขวางและเจริญที่สุด จึงเกรงว่าจะปกครองไม่ทั่วถึง   ก็เลยแบ่งรัฐปัตตานีออกเป็น 7 เมือง ซึ่งประกอบด้วย เมืองปัตตานี เมืองสายบุรี เมืองรามัน เมืองยะหริ่ง  เมืองยะลา เมืองระแงะ และเมืองหนองจิก
ต่อมาในยุคแหลนของพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่มีชื่อว่า “พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (ร 5) ปรากฏว่าเมืองรามันพบแร่ดีบุกส่งผลให้เจ้าเมืองรามันชื่อต่วนนิยากง ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าเมืองที่ร่ำรวยที่สุด ความร่ำรวยของเจ้าเมืองได้เข้าถึงพระเนตรพระกรรณ ด้วยความละโมบใคร่อยากได้ในทรัพย์สมบัติของเขา จึงควบรวมเมืองทั้งเจ็ดเป็นเมืองปัตตานีดังเดิม แล้วจับเอาตัวบุตรชายที่ชื่อต่วนลือเบาะไปเป็นตัวประกัน และในที่สุดก็หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย พร้อมๆกับ ตนกูอับดุลกอเดร์ เจ้าเมืองปัตตานีก็ถูกจับข้อหากบฏและนี่เป็นที่มาของปัญหาภาคใต้ที่ต่อเนื่อง ผ่านตำนานฮัจยีสุหลง เปาะสู จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งผมจะได้นำเสนอในตอนต่อๆไป
กล่าวสำหรับความสับสนวุ่นวายในวงการพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพราะศาสนาพุทธถึงจุดเสื่อมบ้าง เป็นการช่วงชิงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชบ้าง และมีการคาดเดากันไปต่างๆนาๆ  ผมขอให้พี่น้องคนไทยทุกคนได้โปรดเข้าใจนะครับว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปรกติ ไม่ปรกติเพราะสมเด็จพระพุฒาจารย์(สมเด็จเกี่ยว)วัดสระเกศมรณภาพอย่างปัจจุบันทันด่วนที่สรุปกันง่ายๆว่า เป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ภายหลังจากที่ถูกโจมตีอย่างหนักจากนายสนธิและลูกศิษย์วัดป่าบ้านตาด และการมรณภาพของท่านเจ้าคุณเสนาะเลขาฯสมเด็จเกี่ยวที่ใช้ ประคตผูกคอตัวเองยังมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แห่งวัดสุทัศน์ก็มรณภาพด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) วัดปากน้ำก็ถูกย่ำยีจนเป็นที่สลดใจของพี่น้องชาวพุทธทั่วประเทศ (ทั้งหมดล้วนเป็นพระสายมหานิกาย)
ในขณะที่พระชั้นผู้ใหญ่ถูกทำลายคนแล้วคนเล่าอย่างต่อเนื่อง ก็มีกลุ่มนายทหารตำแหน่งสูงเป็นถึงรองสมุหราชองครักษ์สมเด็จพระบรมนาชินีนาทที่มีชื่อว่าพล.อ.ณพล (เรวัต)บุญทับและนายทหารบางคน แบ่งสายทำงานโจมตีทั้งศาสนาพุทธและอิสลาม ควบคู่ไปกับนักการเมืองใหญ่ชื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณที่คอยทุบกล่องดวงใจของชาวพุทธศาสนิก ชน ด้วยการทำลายวัดที่มีแนวทางการสอนพระพุทธศาสนาที่ใกล้เคียงพระธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามากที่สุด เช่นวัดธารน้ำไหล (สวนโมกข์) ของท่านพุทธทาสและวัดชลประทานฯของท่านปัญญา นันทภิกขุ และที่สำคัญการทำลายพุทธศาสนาโดยลงทุนโกนหัวห่มเหลืองที่เรียกตัวเองว่า “พุทธอิสระ” ที่สร้างความเสียหายอย่างที่สุดแก่วงการพุทธศาสนา
ขอกล่าวถึงพฤติกรรมโล้นนอกลู่นามพุทธอิสระที่กระทำการในสิ่งที่ไม่บังควรซึ่งผิดกฏหมายบ้านเมืองได้แก่ นำม็อบปิดถนน ขวางการเลือกตั้ง มีกองกำลังติดอาวุธให้การอารักขาซึ่งล้วนเป็นคนในกองทัพ ยิงคนบริสุทธิ์ตามอำเภอใจเพียงขับรถเฉียด “กรวย” กระทืบและกลุ้มรุมทำร้ายนายทหารยศพันเอก ปิดสถานที่ราชการ ปิดหน่วยเลือกตั้ง ถวายดอกไม้จันทร์และเครื่องใช้สตรีให้สมเด็จช่วงที่ทำหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ขัดขวางการขึ้นเป็นสังฆราชของทั้งสมเด็จเกี่ยวและสมเด็จช่วง การกระทำทั้งหมดนี้ผู้มีอำนาจระดับสูงอย่างนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ตลอดจนผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินอกจากจงใจทำไม่เห็นแล้ว ต่างยังพร้อมใจกันไปหมอบกราบโล้นห่มเหลืองด้วยความพร้อมเพรียง จึงอย่าได้สงสัยว่าเหตุใดโล้นคนนี้จึงไม่ถูกดำเนินคดี และจงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมเถรสมาคมจึงไม่สามารถเอาผิดทางวินัยได้
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดปรกติที่ไม่ใช่มีเป้าหมายเพียงแค่การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชอย่างแน่นอน แต่เป็นการวางแผนกันมาอย่างยาวนานว่าศาสนาอิสลามจะกลืนกินศาสนาพุทธควบคู่ไปกับการโจมตีพี่น้องชาวมุสลิมว่าจะกลืนกินประเทศไทย โดยแบ่งสายเข้าไปตามวัดต่างๆด้วยการแต่งชุดทหารเต็มยศอ้างจากสภาความมั่นคงฯ และภัยคุกคามจากชาวมุสลิม จึงมีพระชั้นผู้ใหญ่หลงเชื่อ ช่วยกันเทศน์ปลุกระดมกันยกใหญ่ ที่แม้แต่ท่านเจ้าคุณพระพรหมเมธี (ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์) กรรมการมหาเถรสมาคมและโฆษกมหาเถรสมาคม ถึงกับลงทุนเทศน์  “ภัยของพระพุทธศาสนา” ตามคำลวงของกลุ่มทรชนในเครื่องแบบทหาร ที่นำไปเผยแพร่ผ่านวิทยุเสรีชน https://www.youtube.com/watch?v=nEcaEUefhKM
การปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมและการทำให้เกิดความแตกร้าวในหมู่สงฆ์ เป็นแผนหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเรียนรู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถึงจุดเสื่อมอย่างที่สุด เพราะในอดีตที่ผ่านมากษัตริย์ภูมิพลหากต้องการล้มรัฐบาล  มันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือไม่ว่าจะเป็นจอมพลถนอม กิตติขจร, พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณหรือพล.อ.สุจินดา คราประยูร แต่การล้มรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร ด้วยการส่งสัญญาณเมื่อปลายปี 2548 กลับใช้เวลาถึงสิบปี นอกจากไม่สามารถโค่นลงได้แล้วกลับทำให้เกิดแรงต้านที่นำความอัปยศอดสูมาสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ นั่นก็เป็นเพราะว่าการต่อสู้ยิ่งนานวันผู้คนก็ยิ่งตาสว่าง  และเมื่อผู้คนตาสว่างเท่าไหร่สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะเสื่อมมากขึ้นเท่านั้น
บทความเรื่อง “ความหายนะของคนไทย” นี้ ผมคงต้องเขียนรายงานต่อเนื่องไม่แพ้บทความเรื่อง “แค้นของคนชื่อเปรม” เพราะการทำลายพระพุทธศาสนาของราชวงศ์จักรี มีเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ค่วบคู่ไปกับการทำลายล้างคนดีที่มีความสามารถ ดังนั้นแผนชั่วที่ทำให้เกิดความสับสนจนผิดปรกติที่เป็นอยู่ในเวลานี้ จะเห็นเป็นอื่นไม่ได้เด็ดขาด นอกจากต้องการสร้างนารีขี่ม้าขาวมาหย่าศึกพี่น้องชาวพุทธและมุสลิม เพื่อตัวเองจะได้ก้าวขึ้นสู่การเป็น “พระเทพกษัตรี” รัชกาลที่ 10  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  


อาคม ซิดนี่ย์

No comments:

Post a Comment

นักเศรษฐศาสตร์ประเมิน หากมลพิษ กทม. ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน จะเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต หากสถานการณ์มลพิษทางอากาศยืดเยื้อเ...