Sunday, November 13, 2016

ยิ่งลักษณ์ ขายข้าว... ควรเดินหน้าต่อหรือไม่ อย่างไร?

ถูกต้องแล้วที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะถอยกลับ "ที่ตั้ง" ยังไม่เดินหน้าปฏิบัติการ "ขายข้าวสารหอมมะลิ" อีกเป็นหนที่ 3

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ไม่ว่าจะนำไปวางขายบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์ ถนนรามอินทรา ไม่ว่าจะนำไปวางขายบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง สมุทรปราการ

แห่งแรกใช้เวลา 1 ชั่วโมง แห่งที่ 2 ใช้เวลา 30 นาทีก็หมด

ผลสะเทือนที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือ การให้กำลังใจชาวนา เหมือนกับมืออันอ่อนนุ่ม อบอุ่นที่ยื่นจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปช่วยซับน้ำตาให้

เป็นที่ประจักษ์ทั้งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และในขอบเขตทั่วประเทศ

อาการอิจฉา ริษยา กระบอกตาร้อนผ่าวอันมาจากหลายคนในฝ่ายตรงข้าม คือ ประจักษ์พยานและรูปธรรมสามารถยืนยันความสำเร็จได้

แล้วทำไมการหยุดยั้ง ไม่เดินหน้าจึงถือว่า "ถูกต้อง"

 

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี้ เป็นการจัดฉาก เป็นการสร้างภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของ "อีเวนต์" ในทางการเมืองอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไป อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์

ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาข้าวสารส่วนหนึ่งที่ซื้อมาจากชาวนาออกวางขายบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าทั้งในกทม.และที่สมุทรปราการ

ทั้งหมดนี้เป็นการเคลื่อนไหว 1 ในทางการเมือง

เป็นการเคลื่อนไหวที่เลือกจังหวะเวลาที่สำคัญอย่างน้อย 2 เรื่องมาบรรจบกัน 1 ก็คือ เรื่องคำสั่งทางปกครองที่เรียกค่าชดเชยจากโครงการรับจำนำข้าวจำนวนเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท และ 1 ก็คือ สถานการณ์อันเป็นวิกฤตของชาวนาเนื่องจากราคาข้าวเสื่อมทรุดและตกต่ำ

การออกมาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงสอดรับกับ "สถานการณ์"

 

คำถามก็คือ หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยทั้งในต่างจังหวัดและส่วนกลาง แล้วผลตอบรับเป็นอย่างไร

คำตอบจาก "มวลชน" ก็คือ ขานรับกันอย่างคึกคัก

ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ การเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรากฏเป็นข่าวทั้งในสื่อกระดาษ สื่อกระจก

คำตอบจาก "ฝ่ายตรงกันข้าม" ก็สามารถประเมินได้

1 พรรคการเมืองคู่แข่ง หงุดหงิด และจำต้องลงไปเกี่ยวข้าวกับชาวนา และ 1 อำนาจรัฐที่เคยรุกไล่และเล่นงาน ขยับไม่ออก ได้แต่เฝ้ามองและติดตาม ทำอะไรไม่ได้

การหยุดและประเมินผลจึงมีความจำเป็นในทางการเมือง

 

การหยุดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมิได้เป็นการหยุดแบบ "หยุด" ตรงกันข้าม มีลักษณะ "เคลื่อนไหว"

เพราะว่าสถานการณ์ราคาข้าวเริ่มมีการคลี่คลาย เพราะว่าความเป็นจริงที่ชาวนาประสบในเรื่องราคา กำลังได้รับการตรวจสอบจากมาตรการและปริมาณข้าวที่ออกมา

การหยุดและรอคอยเพื่อหา "เงื่อนไข" ในการเคลื่อนไหวจึงสำคัญ

No comments:

Post a Comment

นักเศรษฐศาสตร์ประเมิน หากมลพิษ กทม. ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน จะเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต หากสถานการณ์มลพิษทางอากาศยืดเยื้อเ...